Loading...



ควันจากโรงงานสู่หมึกพิมพ์

แต่ยังอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม(Air Ink)

ควันจากโรงงาน สู่หมึกพิมพ์ (Air Ink)

เทคโนโลยีเบื้องหลัง: การดักจับ เขม่าคาร์บอน → แปรเป็นหมึก
Graviky Labs สร้างอุปกรณ์ชื่อ KAALINK — เป็นตัวกรองแบบทรงกระบอก ที่สามารถติดตั้งกับปลายท่อไอเสียของรถยนต์ เครื่องยนต์ดีเซล เฟอร์รี่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และปล่องควันโรงงาน ฯลฯ เพื่อดักจับ “ฝุ่นละอองและเขม่า” ก่อนที่จะปล่อยออกสู่อากาศ
เมื่อควันผ่าน KAALINK — ระบบจะใช้พลังไฟฟ้าสถิต (electrostatic) เพื่อดึงเอาอนุภาคคาร์บอน (เขม่า) ออกจากอากาศ ขณะที่ก๊าซที่เหลือ และไอน้ำ ถูกปล่อยออกไปตามปกติ — โดยไม่ทำให้เครื่องยนต์หรือการทำงานของระบบเดิมมีปัญหา
เขม่าที่ได้จะถูกส่งไปผ่านกระบวนการ “กรอง & ทำความสะอาด” เพื่อกำจัดโลหะหนักหรือสารก่อมะเร็ง — ทำให้คาร์บอนที่เหลือ “บริสุทธิ์” พอที่จะใช้เป็นเม็ดสีได้อย่างปลอดภัย
จากนั้นคาร์บอนบริสุทธิ์นี้ จะถูกบดเป็นผง แล้วผสมน้ำมันพืชหรือตัวทำละลาย (solvent) เพื่อผลิตออกมาเป็นหมึก — ทั้งหมึกปากกา มาร์กเกอร์ สเปรย์สี สีน้ำ หรือหมึกพิมพ์ตามการใช้งานต่าง ๆ
ผลลัพธ์: หมึกสีดำที่ให้โทนสี “ดำสนิท” (deep black) คุณภาพสูง — โดยที่วัตถุดิบคือสิ่งที่เคยเป็นมลพิษในอากาศ
ความหมายและข้อดีของแนวคิดนี้
1. เปลี่ยนมลพิษให้เป็นทรัพยากร สิ่งที่เคยเป็น “ขยะอันตราย” กลับกลายเป็น “วัตถุดิบสร้างสรรค์” ใช้ทำศิลปะ งานพิมพ์ แฟชั่น ฯลฯ
2. ลดการผลิตหมึกผ่านการเผาไหม้เชื้อเพลิงใหม่ หมึกทั่วไปมักผลิตจาก carbon black ที่ได้จากการเผาไหม้ถ่านหิน/น้ำมัน — AIR-INK ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเพิ่มเติม
3. ให้เสียงกับศิลปินและคนทั่วไป ผ่านงานศิลป์ ด้วยสีที่ได้จากควันจริง — เป็นการสื่อสารเรื่องมลพิษและสิ่งแวดล้อมอย่างสร้างสรรค์
4. ตัวอย่างของ Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) แสดงให้เห็นว่า “ขยะมลพิษ” ก็มีคุณค่า ถ้าเรามองอย่างสร้างสรรค์
5. การดักจับควันที่มีขนาดเล็ก (PM 2.5) นั้นต้องใช้เทคโนโลยีกรองที่ดี — และหลังการเก็บยังต้อง “กรอง/แยกสารอันตราย” ก่อนแปรเป็นหมึก เพื่อให้ปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม
บทสรุป : AIR-INK คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนว่า “มลพิษ” ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ไร้ค่าเสมอไป แต่ถ้าเรามีนวัตกรรม — อาจเปลี่ยนขยะที่ส่งผลร้ายให้กลายเป็นทรัพยากรที่สวย มีประโยชน์ และสร้างสรรค์ได้

 



please share with your friends: